Categories
ALL BLOG

Venetian สู่มรดกทางศิลปะบนเกาะมูราโน่

(เรื่อง : เอกณัฏฐ์ ทุมทอง, ภาพ : เอกณัฏฐ์ ทุมทอง)

ในศตวรรษที่ 5 ผู้ลี้ภัยจากอาณาจักโรมันตะวันตก และ แถบโรมันตะวันออกบางส่วน (ต่อมาแยกตัวตั้งเป็นอาณาจักไบเซนไทน์) ได้อพยพหนีการรุกรานของชาวลอมบาร์ และ ชนฮั่น มาตั้งถิ่นฐานในแถบทะเลสาบเวเนเชี่ยน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติก นครเวนิสเกิดจากการเชื่อมเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวน 118 เกาะเข้าด้วยกัน ปัจจุบันนครเวนิสเป็นเมืองหลวงของแคว้น เวเนโต้ (Veneto) ประเทศอิตาลี 

นครเวนิสเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ในโลก เพราะการเป็นเมืองท่าค้าขายนี่เอง จึงได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม จากหลากหลายสถานที่ ที่นำเข้ามาจากการติดต่อค้าขาย จนได้มาหลอมรวมเป็นศิลปะเฉพาะที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง นครเวนิสเป็นเมืองที่มีหลากหลายฉายา ซึ่งถูกตั้งตามเอกลักษณ์เฉพาะของนครแห่งนี้ เช่น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” ( The Queen of the Adriatic) มาจากความสวยงามของสถาปัตยกรรม, “เมืองแห่งสายน้ำ” (The City of Water) เพราะมีคลองสำหรับใช้สัญจรแทนถนนมากกว่า 150 สาย จากการที่มีคลองมากนี่เอง กรุงเทพฯ ของไทยเราก็ได้รับอานิสงส์ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “เวนิสตะวันออก” ถึงว่าน้ำจะไม่ใสเหมือนเค้าก็เถอะ, เมืองแห่งสะพาน” ( The City of Bridges) เพราะมีสะพานเชื่อมคลองมากกว่า 400 แห่ง นั่นเอง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีชื่ออื่น ๆ อีกมากมายที่คนสัญจร หรือ พ่อค้าวานิชได้ตั้งฉายาให้

นครเวนิสนอกจากจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าไปสู่ยุโรปมานับพันปี และ เป็นเมืองที่ได้รับการรับรองจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกของโลก ในเรื่องของวรรณกรรมก็มีความโดดเด่นไม่ใช่น้อย บทประพันธ์ที่รู้จักกันไปทั่วโลก ของ “วิลเลียม เชคสเปียร์” (William Shakwspeare) เรื่อง “พ่อค้าแห่งเวนิส” (The Merchant of Venice) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำมาประพันธ์เป็นบทละครชื่อ “เวนิสวานิช” ที่เราอาจจะคุ้นหูกันบ้าง แต่บทประพันธ์ที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในโลก ก็คือเรื่อง “โรเมโอและจูเรียต” (Romeo and Juliet) ที่เชื่อว่าเวนิสเป็นบ้านเกิดของบุคคลทั้งคู่

นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นครเวนิสยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องแก้วที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่เรียกว่า “เครื่องแก้วเวเนเชี่ยน” โดยแต่ก่อนนั้นเครื่องแก้วเวเนเชี่ยนผลิตกันบนเกาะเวนิสนั่นแหละ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องความแออัดของเกาะเวนิส จึงมีข้อจำกัดเรื่องการผลิต จึงมีการขยับขยายไปสู่เกาะข้างเคียงนั่นก็คือเกาะ “มูราโน่” นั่นเอง หลังจากนั้นเครื่องแก้วที่ผลิตออกมาจึงเปลี่ยนไปเรียกว่าเครื่องแก้วมูราโน่ตามเกาะที่ผลิตเครื่องแก้วออกมานั่นเอง 

เครื่องแก้วมูราโน่เป็นมรดกทางศิลปะการผลิตแก้วที่ส่งต่อกันมาหลายศตวรรษ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ความรู้สึกของผู้เขียนที่ได้เดินทางไปยังเกาะมูราโน่ สัมผัสแรกก็คือมันช่างแตกต่างจากเวนิสโดยสิ้นเชิง เวนิสอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวมากมายจากทุกมุมโลกเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต ยิ่งวันหยุดนี่ไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าแทบจะทุกซอกทุกมุมนี่ต้องเจอนักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศ หลากหลายสีผิวเดินขวักไขว่ตัดกันเป็น “งานเซมิแอบสแตรก” กันเลยทีเดียว แต่บนเกาะมูราโน่กลับเป็นเกาะเล็ก ๆ ที่เงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะเวนิสเท่าไหร่นัก อาจจะเนื่องมาจากเครื่องแก้วส่วนมากจะนำไปขายบนเกาะเวนิสซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีนักท่องเที่ยวมากกว่านั่นเอง บนเกาะมูราโน่จะเห็นบ้านสีสันพาสเทลคล้ายกับบนเกาะเวนิส แต่บ้านจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก และ จะอยู่ที่ 1-3 ชั้นเท่านั้น (เพิ่มเติมนิดนะครับ ไกล้ ๆ เกาะมูราโน่ จะมีเกาะอีกเกาะที่ชื่อ “เกาะบูราโน่” จะเป็นเกาะบ้านสีสันลูกกวาด สินค้าของเกาะจะเป็นพวกผ้าลูกไม้ หากมีเวลาก็ไม่ควรที่จะพลาดกัน) บนเกาะมูราโนจะมีโรงงานผลิตแก้วขนาดย่อมกระจายกันไปตามเกาะ เป็นสถานที่ผลิตแก้วอันเลื่องชื่อเพื่อนำมาขายในร้าน ร้านบนเกาะก็จะมีขนาดเล็ก ๆ น่ารัก ๆ มีสินค้าโชว์หน้าร้านพอประมาณ บางบ้านก็จะใช้บ้านตัวเองเลยในการขายโดยไม่มีหน้าร้าน จุดสังเกตุง่าย ๆ ก็คือหน้าบ้านจะมี “ประติมากรรม” ที่ทำจากแก้วหลากสีนำมาโชว์ไว้หน้าบ้าน อันเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าบ้านหลังนี้ก็มีเครื่องแก้วขายนะเออ

เครื่องแก้วมูราโน่มีการผลิตออกมามากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ (ที่ดาราดัง ๆ ในไทยนิยมซื้อกัน) เครื่องครัวแบบใช้งานจริง ๆ เครื่องครัวที่ไว้สำหรับจัดงานของผู้มีอันจะกิน งานประติมากรรมจากแก้ว ของประดับบ้าน ของตกแต่ง เครื่องประดับ ฯลฯ เรียกได้ว่ามีมากมายตามแต่ที่เราจะจินตนาการได้เครื่องแก้วมูราโน่ก็ผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หมด

วิกฤติสำคัญของเครื่องแก้วมูราโน่ที่สำคัญก็คือ “ของเลียนแบบจากจีน” คุณผู้อ่านฟังไม่ผิดหรอกครับ อะไรที่ขายได้ก็ไม่เป็นอุปสรรค์จากการก็อปปี้จากพี่จีนหรอกครับ นอกประเทศยังไม่แปลกเท่าไหร่ แม้แต่บนเกาะเวนิสก็เหมือนกัน เครื่องแก้ว “เสิ่นเจิ้น” มีขายเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด โดยราคาถูกมากถ้าเทียบกับเครื่องแก้วของมูราโน่แท้ ๆ แต่ก็นั่นแหละครับคุณผู้อ่าน พ่อค้าหัวใสบางคนก็ขึ้นราคาเครื่องแก้วเสิ่นเจิ้น เพื่อจะให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องแก้วมูราโน่จริง ๆ แต่นั่นกลับทำให้วิกฤติความน่าเชื่อถือยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก เรียกว่าฆ่าตัวเองแท้ ๆ

เครื่องแก้วมูราโน่แท้ ๆ เป็นเครื่องแก้วที่มีคุณภาพสูงมาก มากขนาดที่ว่าเป็นเครื่องแก้วที่ถือว่าดีที่สุดในโลกสุดที่ของปลอมจะทำให้เทียบเท่าได้ ดังนั้นราคาเครื่องแก้วมูราโน่ของจริงจึงมีราคาที่สูงมาก แต่ถึงจะราคาสูงขนาดไหนก็มีคนที่ต้องการยินยอมและยินดีที่จะควักเงินจำนวนมากนั้นจ่ายแบบเต็มใจขอให้เป็นของจริงเท่านั้น จากวิกฤตินี้จึงมีการสร้างการคุ้มครองลูกค้าจากสมาคมของเวเนเชีย โดยสร้างเครื่องหมายการค้า “Vetro Murano Artistico” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และ เป็นการการันตีแก่ลูกค้าว่าสินค้าที่ซื้อมาไม่ใช่งานมิลเลอร์เกรดแน่นอน

จากเรื่องของเครื่องแก้วมูราโน่ ทำให้ผู้เขียนก็นึกย้อนกลับมามองเรื่องของงานศิลปะ งานศิลปะก็เช่นกันการที่จะยืนหยัดอยู่ได้แบบองอาจภาคภูมิ ผลงานของศิลปินก็ควรจะเป็นงานที่มีคุณค่า มีอัตลักษณ์ มีจุดยืนของตัวเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ศิลปินหลาย ๆ ท่านที่ผู้เขียนเคยติดตามผลงานมา ละทิ้งแนวทางของตัวเอง หากจะเป็นการทดลองเชิงศิลปะ หรือ หาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อพัฒนางานของตนเองผู้เขียนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่เห็นกลับตรงกันข้ามกัน คือศิลปินบางคนหันไป “ลอกเรียน” ตามผลงานของศิลปินท่านอื่นอย่างน่าเศร้า อย่างที่เรารู้ของอะไรที่เป็นการลอกเรียนมันก็ไม่ใช่ของจริง ศิลปะก็ไม่ต่างกัน เราลองนึกดูว่าคนที่เห็นคุณค่าของงานศิลปะจริง ๆ และพร้อมที่จะซื้อเก็บสะสมงานที่แท้จริง เขาต้องการงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ หรือ “งานศิลปะเซินเจิ้น” กันล่ะ

Share
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *