การเดินทางบนเส้นทางศิลปะของเอกณัฏฐ์ เธียรเศรษฐกุล
ในโลกของศิลปะ หลายครั้ง “เส้นทางคู่ขนาน” มักสร้างมุมมองที่ต่างออกไป ศิลปินเอกณัฏฐ์ เริ่มต้นชีวิตในสายวิทย์-คณิตตามความคาดหวังของครอบครัว แต่ความหลงใหลในศิลปะที่ฝังรากมาแต่เยาว์วัยกลับทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทาง จนนำไปสู่การศึกษาต่อในด้านประยุกต์ศิลป์และการเรียนรู้ระดับมหาบัณฑิตในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสั่งสมประสบการณ์กว่า 10 ปี ในฐานะหนึ่งในทีมงานของ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินระดับโลก ประสบการณ์นี้เปรียบเสมือนการบ่มเพาะมวลสารทางความคิดท่ามกลางบริบทศิลปะร่วมสมัยในระดับสากล
“มันถึงเวลาที่เราต้องมาทำงานศิลปะจริงๆ จังๆ ของเราแล้วละ เพราะประสบการณ์… และความรู้ที่เรามี มันบอกว่าถึงเวลาที่เราต้องทำงานของเราแล้ว”
ศิลปิน เอกณัฏฐ์ เธียรเศรษฐกุล
ปฐมบทการเริ่มต้น : เส้นทางที่ไม่อาจทิ้ง
“จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กครับ คือตั้งแต่เด็กเราก็รู้เลยว่าเราชอบทำงานศิลปะ”
แม้จุดเริ่มต้นในวัยเยาว์จะถูกขีดเส้นให้เดินในสายสามัญตามความต้องการของครอบครัว จนจบชั้นมัธยมปลายทางสายวิทย์-คณิต แต่หัวใจที่รักในศิลปะไม่เคยจางหายไป เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ผมจึงตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาศิลปกรรม ออกแบบประยุกต์ศิลป์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมทักษะการออกแบบเข้ากับงานศิลปะที่ผมไม่เคยทิ้งไปเลยสักวัน

โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตคือการได้ก้าวเข้าสู่แวดวงศิลปะอย่างเต็มตัวในฐานะ “ผู้ช่วยศิลปิน” ให้กับ พี่นาวิน (นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล) ศิลปินระดับโลก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ประสบการณ์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง การได้เดินทางไปเจอไอเดียที่หลากหลายและงานศิลปะมากมายทั่วโลก กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอวันบ่มเพาะจนสุกงอม
“เราก็รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่เราต้องมาทำงานศิลปะจริงๆ จังๆ ของเราแล้วละ เพราะประสบการณ์… และความรู้ที่เรามี มันบอกว่าถึงเวลาที่เราต้องทำงานของเราแล้ว”

ร่องรอย อารมณ์ และความเหนือจริง
หลังจากตัดสินใจออกมาสร้างสรรค์งานของตัวเอง ผมใช้เวลาค้นหาคอนเซปต์ที่ใช่ที่สุด ประจวบเหมาะกับช่วงที่เรียนปริญญาโท อีกทั้งมีโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรระยะสั้น เป็นเวลา 1 ปี กับพุทธศิลปกรรม แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์มาตอบโจทย์ทักษะที่มี
งานศิลปะของผมไม่ได้จำกัดที่รูปแบบ แต่เน้นไปที่ “บริบทของงาน” เป็นหลัก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผมหลงใหลในเทคนิคการแกะไม้ แต่ความพิเศษคือ ผมไม่ได้ใช้ไม้เป็นเพียงแม่พิมพ์เพื่อพิมพ์ลงบนกระดาษ
“ตัวแม่พิมพ์นั่นแหละครับคือตัวงานของผม… ผมจะเน้นให้เห็นร่องรอยของการแกะไม้ เพราะผมรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกมันอยู่ในร่องรอยเหล่านั้นครับ”
ในส่วนของเนื้อหา งานส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ Realistic ที่ผ่านการรีเสิร์ชข้อมูลอย่างหนักเพื่อให้ได้ความเที่ยงตรง แต่อาจจะมีกลิ่นอายของ Surrealism หรือความเหนือจริงปะปนอยู่บ้าง เพื่อดัดแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นเนื้อเรื่องที่คนดูสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายที่สุด

คำถามเกี่ยวกับชีวิต เกิด ดำรงอยู่ และจากไป
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในทุกรอยแกะ คือคำถามเชิงปรัชญาที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เด็ก
“คนเราเกิดมาทำไม แล้วอะไรมันทำให้ชีวิตของเราแตกต่างกัน แล้วการคงอยู่ในชีวิตของเรา… เกิดมาเพื่ออะไร แล้วเราจะทำอะไรให้สิ่งเหล่านั้นมันมีประโยชน์ได้ แล้วหลังจากนั้น เมื่อเราตายไป เราจะไปที่ไหน”
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจหลักในการทำงาน ผมเลือกที่จะลงพื้นที่จริง ไปสัมผัสสถานที่จริง ศึกษาทั้งปรัชญา ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลมาถ่ายทอด
ศิลปะที่เป็นดั่งกระจกสะท้อน
หน้าที่ของผมในฐานะศิลปิน ไม่ใช่การตัดสินว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด แต่คือการนำเสนอสิ่งที่ผู้คนอาจมองข้ามไปให้กลับมามีตัวตนอีกครั้งผ่านงานศิลปะ

“ผมมีหน้าที่ที่จะทำทุกๆ อย่างรวบรวมมา แล้วก็สร้างมาเป็นผลงานให้ทุกคนได้ดู แล้วก็ได้คิดไปตามกัน หรือว่าคิดไปด้วยกันว่าสิ่งเหล่านี้เรารู้สึกยังไงบ้างกับสิ่งที่นำมาถ่ายทอด หรือว่ารู้สึกยังไงบ้างกับสิ่งที่เราได้เจอ”
จากก้าวแรกที่เป็นผู้ช่วยศิลปิน สู่การเป็นศิลปินเต็มตัวในวันนี้ ทุกผลงานคือการเดินทางตามหาคำตอบของชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจในงานของผม
ศิลปะในฐานะผู้บันทึกสิ่งที่ถูกมองข้าม
จากบทสัมภาษณ์พูดคุยทั้งหมดนี้ บทบาทของศิลปินของเขาในวันนี้ ไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกผิด หรือผู้ชี้นำสังคมด้วยอุดมการณ์ที่แข็งกร้าว แต่เขาทำหน้าที่เป็น “ผู้รวบรวม” และ “ผู้สื่อสาร” สิ่งที่โลกอาจมองข้ามไป ให้กลับมามีตัวตนและส่งเสียงผ่านสื่อผสมรอยสลักไม้
จากก้าวแรกที่เป็นเบื้องหลังสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว ผลงานของเขาจึงไม่ใช่แค่ภาพที่สวยงาม แต่คือ “บันทึกการเดินทาง” ของมนุษย์คนหนึ่งที่ยังคงเฝ้าถามและค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่… ผ่านทุกรอยซิ่วที่เซาะลงบนเนื้อไม้

